7 เรื่องของ “งูจงอาง” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

King Cobra

ลึกเข้าไปในทางตอนใต้ของอินเดียและทวีปเอเชีย เป็นที่อยู่ของงูจงอาง ราชางูในตำนานซึ่งเป็นที่เคารพและหวาดกลัวแก่ผู้คนทั้งหลาย พวกมันคืองูที่ว่องไว , แข็งแกร่ง , อันตราย และเป็นงูพิษที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันมักกลายอยู่ในตำนานและเกี่ยวข้องกับประเพณีพื้นบ้านของอินเดีย นอกจากนั้นยังเป็นงูที่พวกนักผจญงูทั้งหลายชื่นชอบมากอีกด้วย

1.ตัวยาวที่สุดในบรรดางูพิษ

โดยปกติแล้วงูจงอางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถมีความยาวได้ถึง 10-13 ฟุต แต่งูจงอางที่มีลำตัวยาวมากที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการบันทึกมาถูกวัดความยาวในช่วงกลางศตวรรษที่ 20  มันคืองูที่อยู่ในสวนสัตว์ลอนดอนของประเทศอังกฤษ เป็นงูที่ถูกส่งมาจากประเทศมาเลเซีย เจ้างูตัวนี้มีความยาวมากถึง 18 ฟุต 9 นิ้ว

2.เขี้ยวสังหาร

งูจงอางเป็นหนึ่งในบรรดางูพิษที่อันตรายที่สุดในโลก เขี้ยวของมันสามารถที่จะฉีดพิษจำนวน 7 มิลลิลิตร หรือเกือบจะเทียบเท่ากับ 1.5 ช้อนชาเข้าสู่ร่างกายของเหยื่อ พิษจะกระจายเข้าไปยังระบบประสาทส่วนกลางและจะไปทำให้เกิดอาการ ไตวาย , หัวใจวาย , ปอดวาย อาการเริ่มแรกของผู้ที่โดนกัดได้แก่ อาการเจ็บปวด , ง่วงนอนอย่างรุนแรง , เดินสะดุด , ตาพร่ามัว , แขนขาเริ่มเป็นอัมพาต , มีอาการชักกระตุก ปวดหัวและหมดสติไปในที่สุด ดังนั้นอย่าถูกมันกัดเด็ดขาด

3.เป็นงูเพียงชนิดเดียวที่ทำรัง

มีงูจำนวน 70% บนโลกที่ออกลูกเป็นไข่ โดยปกติแล้วงูทั่วไปมักวางไข่ในหลุมหรือรอยแยกตามพื้น แม่งูส่วนใหญ่พอวางไข่เสร็จแล้วก็จะจากไปในทันที แต่ในกรณีของแม่งูจงอางนั้นเป็นกรณียกเว้นพวกมันจะสร้างรังขึ้นมาด้วยใบไม้หลังจากนั้นก็จะขดตัวล้อมไข่เอาไว้หลังจากที่ออกไข่ไปแล้ว 20-30 ฟอง

4.เป็นงูกินงู

พวกงูจงอางมีชื่อสามัญคือ “Ophiophagus” เป็นคำซึ่งมีที่มาจากภาษากรีกแปลว่า “ตัวกินงู” และอาหารหลักของพวกมันก็เป็นงูทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นงูหนู , งูเหลือมตัวเล็ก รวมไปถึงงูพิษชนิดอื่นๆ และในยามที่อาหารขาดแคลนจึงจะเลิกกินงูชั่วคราวแล้วไปล่าสัตว์ชนิดอื่นแทน

5.มีความสามารถในการปรับตัวสูง

พวกมันสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้เป็นอย่างดี ส่วนความสามารถในการล่านั้นพวกมันเป็นงูที่มีสายตาดีมากสามารถมองเห็นเหยื่อได้ภายในระยะห่างออกไป 91 เมตร และใช้ลิ้นในการดมกลิ่นที่ลอยมาในอากาศ ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่มีหูแต่ก็สามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดิน

6.ชื่อภาษาอังกฤษคือ “King Cobra” แต่ว่าทำไมจึงต้องมีคำว่า “King นำหน้า

นอกจากจะเป็นงูที่ออกล่างูชนิดอื่นแล้ว เกร็ด 11 ชิ้นที่อยู่บนหัวด้านหน้าของพวกมันยังมีลักษณะดูคล้ายมงกุฎราชาซึ่งใช้เป็นจุดสังเกตุได้ง่ายอีกด้วย จึงเป็นที่มีของการใช้คำว่า “King” นั่นเอง เป็นชื่อสำหรับงูชั้นสูงจริงๆ

7.แพ้ทางพังพอน

เนื่องจากงูชนิดนี้เป็นงูที่ใช้วิธีสังหารเหยื่อด้วยการกัดแบบไม่ปล่อยแล้วฉีดพิษอย่างเดียวเท่านั้น พวกมันรัดเหยื่อไม่เป็น จึงแพ้ทางพังพอนซึ่งมีภูมิคุ้มกันพิษของพวกมัน สำหรับเหยื่อชนิดอื่นพวกมันเป็นราชา แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพังพอนแล้วพวกมันเป็นแค่งูธรรมดาตัวนึงเท่านั้นเอง

 

7 ข้อเท็จจริง “สแตน ลี” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Stan Lee

สแตน ลี เป็นนักเขียนการ์ตูนชาวอเมริกันที่มีส่วนร่วมในการให้กำเนิดตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดังมากมายเช่น แบล็คแพนเธอร์ , , ดร.สเตรนจ์ , ธอร์ , ไอรอนแมน , ฮัลค์ , สไปเดอร์-แมน และอื่นๆอีกมาก ซึ่งล้วนเป็นตัวละครที่โด่งดังถึงขีดสุดทั้งสิ้น สำหรับในสายตาของแฟนการ์ตูนตัวเขาเองก็ไม่ต่างจากซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีชีวิตเลย “สแตน ลี” จากโลกนี้ไปด้วยวัย 95 ปี ในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 และชื่อของเขาจะเป็นตำนานตลอดไป

1.เขาให้ภรรยาของเขาตัดผมให้ตลอด

แสตน ลี ได้เคยเปิดเผยความลับส่วนตัวของเขาว่า ตั้งแต่ในช่วงที่เขาอยู่ในวัยกลางคนเป็นต้นมา เขาไม่เคยเข้าร้านตัดผมเลยสักครั้งเดียว เขาให้ภรรยาของเขาตัดผมให้ตลอด ภรรยาของเขาเสียชีวิตก่อนเขาแค่เพียงปีเดียวเท่านั้นด้วยอายุ 65 ปี

2.กัปตันอเมริกาคือซุปเปอร์คนแรกที่สร้างชื่อให้เขา

ในช่วงสัปดาห์ที่เขาทำงานให้กับ “Timely Comics” เขาก็ได้มีโอกาสวาดการ์ตูนเรื่อง “กัปตันอเมริกา” ออกมาสองหน้ากระดาษ แล้วก็ตั้งชื่อตอนว่า “Captain America Foils the Traitor’s Revenge” จากนั้นก็ได้ใส่ชื่อ “แสตน ลี” ลงไปด้วยต่อมาจึงใช้ชื่อนี้เป็นนามปากกามาตลอด ทำให้ผู้คนจำชื่อเขาได้ตั้งแต่นั้น ต่อมาเขาจึงได้มีโอกาสได้เขียนเนื้อเรื่องในหนังสือการ์ตูน “Captain America” เล่มที่ 5

Captain America

3.เขาเคยเขียนบทภาพยนตร์การฝึกอบรมร่วมกับ “ดร.ซูสส์”

หลังจากที่ แสตน ลี เข้าทำงานได้กองทัพและถูกย้ายไปทำงานที่รัฐนิวเจอร์ซีย์เขาก็มีโอกาสเขียนบทภาพยนตร์การฝึกอบรมให้กับกองทัพโดยมีผู้ร่วมงานคนอื่นอีกแปดคน ซึ่งมีอยู่หลายคนที่ภายหลังได้กลายเป็นคนมีชื่อเสียง เช่น ดร.ซูสส์ ซึ่งเป็นนักวาดการ์ตูน , William Saroyan นักเขียนชื่อดัง , Charles Addams (คนที่วาดการ์ตูนเรื่อง อดัม แฟมมิลี่) , Frank Capra ผู้กำกับชื่อดังจากอิตาลี โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญและเหตุผลง่ายๆที่ทำให้คนเหล่านี้ได้มาเจอกันก็คือ “คนที่มีอะไรเหมือนกันมักจะถูกดึงดูดให้มาเจอกัน” นั่นเอง

4.เขามีน้องชายอีกหนึ่งคน

น้องของเขามีชื่อว่า “Larry Lieber” เป็นนักวาดการ์ตูนและเป็นนักเขียนเช่นกัน ซึ่งน้องชายของเขาก็มีส่วนร่วมในการสร้างตัวละครไอรอนแมน , ธอร์ และ แอนท์-แมน และเป็นนักวาดการ์ตูน “Amazing Spider-Man” ในเวอร์ชั่นที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อีกด้วย

5.ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ

นอกจากจะเคยเข้าทำงานในกองทัพแล้ว “แสตน ลี” ยังเคยต้องทำงานรับจ้างสารพัดเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพไม่ว่าจะเป็น การเป็นพนักงานส่งแซนวิส ในย่านหมู่ตึก “Rockefeller Center” ซึ่งอยู่ในใจกลางของแมนฮัตตัน , เป็นเซลล์ขายหนังสือพิมพ์แบบรายปี ของหนังสือพิมพ์ “New York Herald Tribune” , ทำงานในบริษัทผู้ผลิตกางเกง , ทำงานเป็นคนเฝ้าประตูของโรงละคร “Rivoli Theater”

6.แล้วเขาเข้าวงการมาได้อย่างไรกัน

แสตน ลี เข้าวงการนักเขียนการ์ตูนได้เพราะได้รับการความช่วยเหลือของลุงของเขาชื่อว่า “Martin Goodman” ซึ่งเป็นผู้ตีพิมพ์นิตยสาร “Pulp magazines” และ “Men’s adventure magazines” ซึ่งต่อมาได้พัฒนาจนกลายเป็น “Marvel Comics” ในภายหลัง

7.จริงแล้ว “ฮัลค์” น่ะต้องมีตัวสีเทานะ!!

โดยทาง แสตน ลี ได้เล่าว่าตัวละครนี้ถูกเลือกให้มีร่างกายสีเทามาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ด้วยความที่ปริ้นเตอร์ในสำนักงานมันทำงานแบบไม่คงเส้นคงวา แทนที่มันจะพิมพ์ออกมาเป็นสีเทามันก็พิมพ์ออกมาเป็นสีเขียวซะอย่างงั้น หลังจากนั้นเมื่อเริ่มมีการตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนเล่มที่สองก็เลยต้องเปลี่ยนสี “ฮัลค์” ให้เป็นสีเขียวโดยที่ไม่ได้อธิบายอะไรให้กับพวกนักอ่านเลย

 

5 วิธีผ่อนคลายความเครียดและความกังวล

Stress

เคยรู้สึกเครียดและวิตกกังวลกันบ้างหรือปล่าว ท่านไม่ใช่คนเดียวหรอกที่เคยเป็นแบบนี้ เพราะผลสำรวจในอเมริกาพบว่าประชากร 70% ยอมรับว่าต้องพบเจอกับความเครียดทุกวัน  และในแต่ละวันมีคนจำนวนมากที่ค้นหาวิธีลดความเครียดจากเสิร์ชเอนจินวันละมากกว่า 1 ล้านคน

ยิ่งถ้ารวมคนจากประเทศอื่นไปด้วยก็คงเป็นกลุ่มคนจำนวนหลายล้านคนที่กำลังหาทางต่อสู้กับความเครียดและความวิตกกังวลอยู่ในขณะนี้ ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการลดความเครียดและความกังวลอย่างได้ผลไปดูกันเลย

1.แบ่งเวลาไปทำสวน

นักวิจัยค้นพบว่าการใช้เวลาไปกับการทำสวนจะช่วยให้คุณอารมณ์ดีมากขึ้นและสามารถช่วยลดระดับความเครียดและความกังวล โดยควรแบ่งเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งสัปดาห์เพื่อดูแลต้นไม้หรือสวนผัก จะช่วยลดความตึงเครียดและความเมื่อยล้าและทำให้เรามีแนวโน้มที่จะโกรธหรือรู้สึกหดหู่น้อยลง พอตื่นนอนคุณอาจจะลุกจากเตียงไปทำสวนตั้งแต่เช้าเลยก็ได้แต่ถ้าหากไม่มีสวนนอกบ้าน คุณก็ยังสามารถทำสวนเล็กปลูกสมุนไพรไว้ในบ้านได้

2.เล่นโยคะ

โยคะจะช่วยปรับปรุงความยืดหยุ่นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายของเรา และก็ยังสามารถสร้างความสงบให้กับจิตใจได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วยถ้าหากว่าทำเป็นประจำ ควรแบ่งเวลาอย่างน้อย 15 นาทีต่อวันเพื่อเล่นโยคะ แล้วจะพบว่าความดันโลหิตจะลดลงไปถึง 10% ซึ่งจะส่งผลให้ความเครียดลดลงไปด้วย นักวิจัยชาวแคนาดาพบว่าในกลุ่มคนที่กำลังรักษาเรื่องความดัน กลุ่มคนที่ฝึกโยคะและกลุ่มคนที่ฝึกหายใจลึกๆจะมีระดับความดันโลหิตที่ลดลง

Yoga

3.นั่งสมาธิ

การทำสมาธิจะช่วยทำให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้น เพิ่มภูมิคุ้มกันและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเครียด ดร.Elizabeth Hoge ซึ่งเป็นศาสตราจารย์วิชาจิตเวชศาสตร์ของ “Harvard Medical School” กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการฝึกสัมมาสติก็คือ การลดระดับความวิตกกังวลทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว

การทำสมาธิช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมตนเองและช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตในทุกด้าน เพียงแค่ทำสมาธิ 10-15 นาทีต่อวัน จะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด ช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนิน และทำให้เรามีความสามารถที่จะปล่อยวางความคิดด้านลบทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย

4.การออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายคืออีกหนึ่งอาวุธอันยอดเยี่ยมสำหรับเอาไว้จัดการกับความเครียดโดยเฉพาะ อาจจะฟังดูขัดแย่งแต่การเพิ่มความเครียดทางกายภายด้วยการออกกำลังกายจะช่วยบรรเทาความเครียดทางจิตใจได้จริง

ประโยชน์ที่ได้รับจะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆหากเราออกกำลังกายเป็นประจำ คนที่ทำทุกวันจะมีระดับความวิตกกังวลน้อยกว่าคนทั่วไปอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจาก ปริมาณฮอร์โมนความเครียดที่น้อยลง เช่น คอร์ติซอล และในระยะยาวร่างกายจะหลั่งเอ็นโดรฟินมากขึ้นซึ่งช่วยทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น

การออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มคุณภาพในการนอนหลับ ช่วยลดความเสี่ยงที่มีอาการวิตกกังวลและความเครียดจากการนอนหลับไม่เพียงพอ นอกจากนั้นการออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มระดับความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นอีกด้วย

5.ลองตัดขาดกับเทคโนโลยีสักระยะหนึ่ง

การใช้งานเทคโนโลยีมากเกินไปนอกจากจะทำให้เราต้องติดต่อกับผู้คนเกือบตลอดทั้งวันแล้ว บรรดาพาดหัวข่าวในอินเตอร์เน็ตก็ยังนิยมที่จะเสนอข่าวร้ายต่างๆเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่าน โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพจิตของผู้ใดทั้งนั้น และการเสพติดการใช้งานอินเตอร์เน็ตยังส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตในระยะยาวอีกด้วย

การงดเล่นอินเตอร์เน็ตและงดใช้เทคโนโลยีทุกอย่างมันยากมากแต่มันจะทำให้เราได้ไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่มีแต่ความสงบในระยะยาวจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น