เรื่องของ “ใบชา” กับ ชาวจีน “แต้จิ๋ว” ที่หอบหิ้ววัฒนธรรมการดื่มชามาสู่เรา

เรื่องของ “ใบชา” กับ ชาวจีน

เรื่อง “ชา” นั้นไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเครื่องดื่มที่มีประโยชน์เท่านั้น แต่ชามีความสัมพันธ์กับเรื่องชาติพันธุ์และวัฒนธรรมอันมีรากเหง้าที่เก่าแก่ยาวนานอีกด้วย อาจเรียกได้ว่าชาเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของคนจีนเลยก็ว่าได้ สำหรับวิถีชีวิตของชาวจีนแต่ละท้องถิ่นนั้น ก็จะมีความผูกพันกับชาที่ลึกซึ้งแตกต่างกันไป สิ่งหนึ่งที่เราหลาย ๆ คนในรับมาอยู่ในวิถีของเราในวันนี้ก็คือ วิถีของการดื่มชาชงชาของชาวจีนแต้จิ๋ว อันเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่มีความเกี่ยวพันกับเราคนไทยมากที่สุด ชาวแต้จิ๋วรุ่นบรรพบุรุษพวกเรานั้นไม่ได้แค่หอบเสื้อผืนหมอนใบลงเรือสำเภาข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่ไทยเราเท่านั้น แต่ยังหอบหิ้วเอาวัฒนธรรมแห่งชา ที่ฝังรากลึกอยู่ใน “ใบชา” ทุกใบมาสืบทอดให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้อีกด้วย 

ใบชาคั่วเอกลักษณ์ชาของคนแต้จิ๋ว 

ใบชาคั่ว

สำหรับชาวจีนแล้ว ชา ถือเป็นพืชสมุนไพรอย่างหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่ามากมาย สำหรับชาวจีนแต้จิ๋วแล้ว “ใบชาคั่ว” ถือเป็นหนึ่งเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง สำหรับคนที่นิยมดื่มชาถ้าเอ่ยถึงชาคั่วทุกคนก็จะรู้ว่านี่คือวัฒนธรรมชาจากคนจีนแต้จิ๋ว ชาคั่วแต้จิ๋วนั้นถือว่าเป็นกลุ่มหนึ่งของชาเขียวเหมือนกัน โดยหมู่บ้านเพ้งเจียนที่อยู่ทางตะวันตกของตัวเมืองกิ๊กเอี๊ยอันเป็นหมู่บ้านที่อยู่บริเวณที่ราบกลางหุบเขา นับเป็นที่แรก ๆ ของจีนที่เริ่มกรรมวิธีทำ “ชาคั่ว” โดยจะมีการไปเด็ดใบชาเขียวสด ๆ มาแล้วนำมาผัดในกระทะที่ร้อนพอประมาณ การผัดในที่นี้ไม่ใช่ผัดแบบผัดกับข้าวอย่างที่เราทำ ๆ กัน แต่เป็นลักษณะของการนวดใบชาบนกระทะร้อน ๆ นวดและม้วนชาจนชาแห้ง ซึ่งจะทำให้ได้ชาเขียวที่มีสีสดใสดุจมรกต แล้วนำมาพักไว้ประมาณ 1 วัน การผัดชานั้นจะทำการผัด 2 ครั้งเพื่อให้ชาแห้งสนิท ผัดครั้งแรกเสร็จและพักชาเรียบร้อยก็นำมาคัดแยก เอาส่วนที่เป็นผง ๆ ออก แล้วก็แยกประเภทว่าอันไหนเป็นยอดชา อันไหนเป็นใบ อันไหนเป็นใบแก่ เป็นการแยกเกรดชา หลังจากนั้นก็นำมาผัดอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ต้องใช้เวลาผัดชากว่า 8 ชั่วโมงทีเดียว โอ้โหกว่าจะได้ชามาดื่มสักถ้วย มันไม่ง่ายเลยใช่ไหมล่ะ ชาวแต้จิ๋วพิถีพิถันกันทุกขั้นตอนจริง ๆ กว่าจะได้ชาคุณภาพที่ถือว่าเป็นสมุนไพรดื่มแล้วได้รสชาติเยี่ยมและยังเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติทางยา 

ใบชาคั่วแต้จิ๋วสิ่งนี้มีตำนาน 

ใบชาคั่วแต้จิ๋ว

ได้รับรู้กรรมวิธีการผลิตชาคั่วแต้จิ๋วกันไปแล้ว คุณคงจะรู้สึกได้ว่าเป็นอะไรที่ธรรมชาติเอามาก ๆ ทีเดียว สะท้อนวิถีชีวิตของคนโบราณเลยว่ากลมกลืนกับธรรมชาติมากจริง ๆ แต่ไม่ได้มีความล้ำลึกเพียงแค่นั้นนะ ชาคั่วแต้จิ๋วมีตำนานเรื่องเล่าที่มาด้วย โดยเล่ากันต่อมาว่าที่หมู่บ้านเพ้งเจียนต้นกำเนิดการคั่วชาแห่งนี้นั่นเอง มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นชาวนาที่ขยันขันแข็ง วันหนึ่งเขาจะไปตัดฟืนที่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เขาก็เอามีดเหน็บเอวไปแล้วออกเดินทาง เมื่อไปถึงก็ลงมือตัดฟืนไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงสายจนถึงบ่าย พอมองตะวัน ก็เห็นว่าควรจะพักกินข้าวได้แล้ว จึงพักกินข้าว ระหว่างที่กำลังกินข้าว เขาก็มองเห็นนกประหลาดตัวหนึ่งบินโฉบมาใกล้ ๆ เขา แล้วก็ส่งเสียงร้อง “ช่า ช่า” ชายหนุ่มคนนี้พยายามมองว่านั่นเป็นนกอะไร เพราะดูรูปร่างประหลาดไม่เคยเห็นมาก่อน นกตัวนั้นบินไปเกาะยอดไม้แห่งหนึ่งแล้วก็ส่งเสียงร้องอีก “ช่า ช่า” ชายหนุ่มชาวนาอยากรู้ว่านกตัวนั้นเป็นนกอะไรจึงขยับเข้าไปใกล้ นกตัวนั้นพอรู้ว่าชายหนุ่มกำลังขยับเข้ามามันจึงถ่ายมูลลงมาจากยอดไม้สู่ดินแล้วก็โผบินขึ้นฟ้าหนีไป ชายหนุ่มชาวนาเข้าไปดูก็ได้แต่เห็นมูลนกกองใหญ่เท่านั้น เพราะนกประหลาดบินหนีไปแล้ว เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร ได้แต่กอบเอาดินกองหนึ่งมากลบมูลนกนั้นไว้แล้วก็กลับบ้าน 

3 ปีถัดมา ณ จุดที่นกปริศนาตัวนั้นถ่ายมูลไว้ก็ปรากฏเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีใบสีเขียวมรกตงอกงามขึ้นมา ชายหนุ่มชาวนาคนเดิมไปเยือนบริเวณนั้นอีกก็ประหลาดใจไม่รู้ว่าต้นไม้นั้นเป็นต้นอะไร แต่ใบของมันส่งกลิ่นหอมจาง ๆ ออกมาชายหนุ่มจึงลองเด็ดใบของต้นไม้นั้นแล้วชิมดูก็รู้สึกว่ารสชาติดีแล้วรู้สึกช่วยดับกระหายดี เขาจึงเก็บค่อย ๆ เก็บรากของต้นนี้เอาไปปลูกที่บ้าน และค่อย ๆ หากรรมวิธีในการนำมาดัดแปลงเค้นเอารสชาติออกมาจนกลายมาเป็นวิถีการคั่วชาแบบฉบับแต้จิ๋วในที่สุด และนี่คือตำนานของใบชาคั่วแต้จิ๋วที่เล่าสืบต่อกันมา 

ใบชา คือ สิ่งที่สะท้อนอะไรได้หลายอย่างจริง ๆ ไม่ได้มีแค่รสชาติดีและกลิ่นที่หอมแต่ยังมีวัฒนธรรมและตำนานที่เจืออยู่ด้วยเสมอ รู้แบบนี้แล้วไปหาชามาดื่มแก้กระหายกันเลยดีกว่า